สิ่งควรรู้เกี่ยวกับเวียดนาม

         สิ่งควรรู้เกี่ยวกับเวียดนาม

1. พื้นที่ประเทศเป็นรูปตัว “S”
เวียดนามมีพื้นที่รวม 331,689 ตารางกิโลเมตร (เทียบกับประเทศไทยซึ่งมีพื้นที่ 513,115 ตารางกิโลเมตร) ทิศเหนือติดกับประเทศจีน ทิศตะวันออกติดกับทะเลจีนใต้ ทิศใต้ติดกับอ่าวไทยและทะเลจีนใต้ และทิศตะวันตกติดกับสปป.ลาว และกัมพูชา เวียดนามมีความยาวจากเหนือจรดใต้ 1,650 กิโลเมตร ขนานไปตามแนวยาว ของคาบสมุทรอินโดจีน นอกจากนี้ เวียดนามยังประกอบไปด้วยหมู่เกาะต่าง ๆ อีกหลายพันเกาะเรียงรายอยู่บริเวณอ่าวตังเกี๋ย ไปจนถึงอ่าวไทย

2. ภูมิประเทศมีความหลากหลาย
โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ภาคเหนือ ประกอบด้วยภูเขาสูง อาทิ เทือกเขาฟานซีปาน (Fansipan) ซึ่งมีความสูงถึง 3,143 เมตร (สูงที่สุดในอินโดจีน) มีแม่น้ำสำคัญ คือ แม่น้ำกุง (Cung) ซึ่งไหลไปบรรจบกับแม่น้ำแดงเกิดเป็นสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดง (Red River Delta) ที่มีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การเพาะปลูก นอกจากนี้ ยังมีที่ราบลุ่มที่สำคัญ ได้แก่ Cao Bang, Vinh Yen และอ่าว Halong Bay ภาคกลาง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงซึ่งเต็มไปด้วยหินภูเขาไฟ หาดทราย เนินทราย และทะเลสาบ ภาคใต้ พื้นที่ส่วนใหญ่ เป็นที่ราบสูง และมีที่ราบลุ่มที่สำคัญ คือ บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง (Mekong River Delta) หรือ ที่รู้จักกันในชื่อ “กู๋ลองยาง” (Cuu Long Giang) ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกสำคัญขนาดใหญ่ที่สุดของเวียดนาม

3. ภูมิอากาศแตกต่างกัน
ความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ของเวียดนาม ส่งผลให้ภูมิอากาศในแต่ละภูมิภาค มีความแตกต่างกัน กล่าวคือ ภาคเหนือมีอากาศค่อนข้างหนาวเย็น แบ่งออกเป็น 4 ฤดู ได้แก่ ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม- เมษายน) มีฝนตกเล็กน้อยและความชื้นสูง ฤดูร้อน (พฤษภาคม-สิงหาคม) อากาศร้อนและมีฝน ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-พฤศจิกายน) อากาศเริ่มเย็นขึ้น และฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) อุณหภูมิต่ำสุดในรอบปีอยู่ที่ประมาณ 7-20 องศาเซลเซียส แต่บางครั้งอาจลดลงถึง 0 องศาเซลเซียส ส่วนอุณหภูมิสูงสุดในรอบปีอยู่ที่ประมาณ 30-39 องศาเซลเซียส ขณะที่ภาคกลางและภาคใต้มีสภาพภูมิอากาศที่ค่อนข้างร้อนตลอดทั้งปี และมีเพียง 2 ฤดู ได้แก่ ฤดูฝน (พฤษภาคม- ตุลาคม) และฤดูแล้ง (ตุลาคม-เมษายน)

4. เวียดนามกับไทยอยู่ในไทม์โซนเดียวกัน
ทำให้มีเวลาเร็วกว่าที่เมืองกรีนิชประมาณ 7 ชั่วโมง สำหรับเวลาทำการ ของหน่วยงานราชการ สำนักงาน และองค์กรที่ให้บริการด้านสาธารณสุขในเวียดนาม คือ วันจันทร์-วันศุกร์ ระหว่างเวลา 8.00-16.30 น. สำหรับพิพิธภัณฑ์เปิดให้บริการเพิ่มในวันเสาร์อีกครึ่งวัน ขณะที่ร้านค้าทั่วไปเปิดให้บริการทุกวัน ระหว่างเวลา 6.00-18.30 น. ธนาคารพาณิชย์เปิดให้บริการวันจันทร์-วันศุกร์ ระหว่างเวลา 8.00-16.00 น. สำนักงาน ไปรษณีย์โทรเลขเปิดให้บริการวันจันทร์-วันศุกร์ ระหว่างเวลา 7.00-20.00 น. ส่วนวิเคราะห์เศรษฐกิจ ฝ่ายวิชาการ กันยายน 2548

5. โปรตุเกสเป็นประเทศแรกในแถบตะวันตกที่เข้าไปติดต่อค้าขายกับเวียดนาม
โดยเข้ามาที่เมืองดานัง ในปี พ.ศ. 2059 ส่วนฝรั่งเศสที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าเป็นประเทศแรกที่เข้าไปติดต่อค้าขายกับเวียดนามนั้นเริ่มเข้ามา มีบทบาทในเวียดนามตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 โดยฝรั่งเศสได้ส่งกองทัพเข้าโจมตีเวียดนามที่เมืองดานังในปี พ.ศ. 2401 แต่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้กลับไป อย่างไรก็ตาม ต่อมาในปี พ.ศ. 2405 ฝรั่งเศสสามารถยึดไซ่ง่อนได้สำเร็จ ก่อนเข้าครอบครอง เวียดนามได้ทั้งประเทศในปี พ.ศ. 2426

6. โครงสร้างการปกครอง เวียดนามปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์
โดยมีพรรคคอมมิวนิสต์ เวียดนาม (Communist Party of Vietnam : CPV) เป็นพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวในประเทศ ซึ่งมีบทบาทอย่างมาก ในการกำหนดแนวทางการบริหารประเทศในทุกด้าน โครงสร้างการปกครองของเวียดนามแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ที่สำคัญได้แก่ – สภาแห่งชาติ (The National Assembly หรือ Quoc-Hoi) เป็นองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติ ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งจำนวน 498 คน ปัจจุบันผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภาแห่งชาติ คือ นาย Nguyen Van An (ดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะจัดขึ้นในปี 2550) ทั้งนี้ สภาแห่งชาติมีอำนาจ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการออกกฎหมายต่าง ๆ ของเวียดนาม นอกจากนี้ ยังมีอำนาจให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้ง และถอดถอนประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันสภาแห่งชาติเปิดโอกาสให้สมาชิกสภาฯ สามารถซักถามการบริหารงานของรัฐบาลเป็นรายบุคคลได้ระหว่างสมัยประชุม – องค์กรฝ่ายบริหาร ทำหน้าที่กำหนดนโยบายและบริหารประเทศ สำหรับผู้ที่มีบทบาทสำคัญในฝ่ายบริหาร มี 3 คน ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ดังนี้ • เลขาธิการพรรคฯ ปัจจุบัน คือ นาย Nong Duc Manh มาจากการเลือกตั้งของสมาชิกพรรค CPV ขึ้นดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา • ประธานาธิบดี ปัจจุบัน คือ นาย Tran Duc Luong ทำหน้าที่ประมุขของรัฐ (Chief of State) เป็นสมัยที่ 2 (วาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี) ขึ้นดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2540 • นายกรัฐมนตรี ปัจจุบัน คือ นาย Phan Van Khai ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล (Head of Government) เป็นสมัยที่ 2 (วาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี) ขึ้นดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2540 – รัฐบาลท้องถิ่น (People’s Committee of Province) เวียดนามมีสภาประชาชนและคณะกรรมการ ประชาชนประจำท้องถิ่นเป็นองค์กรบริหารสูงสุดประจำท้องถิ่น โดยรัฐบาลท้องถิ่นจะบริหารงานตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎระเบียบที่รัฐบาลกลางบัญญัติไว้

7. โครงสร้างประชากร เวียดนามมีประชากรราว 83.5 ล้านคน (ประมาณการ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2548)
แบ่งเป็นเชื้อชาติเวียดนาม 85-90% ส่วนที่เหลือเป็น จีน ไทย เขมร ม้ง จาม และชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ทั้งนี้ ประชากรเวียดนาม ราว 70% นับถือศาสนาพุทธ (นิกายมหายาน) ส่วนที่เหลือนับถือศาสนาคริสต์ (ส่วนใหญ่นับถือนิกายโรมันคาทอลิก), Hoa Hao, Cao Dai, ศาสนาอิสลาม และความเชื่อที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ

8. ภาษาราชการ คือ ภาษาเวียดนาม
สำหรับภาษาอื่น ๆ ที่ใช้ในการสื่อสาร ได้แก่ ภาษาอังกฤษ (เริ่มใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น) ฝรั่งเศส จีน เขมร และภาษาของชาวเขาเผ่าต่าง ๆ (Mon-Khmer และ Malayo- Polynesian)

9. เมืองสำคัญแบ่งตามภูมิภาค มีดังนี้
ภาคเหนือ มีเมืองสำคัญ ได้แก่ ฮานอย (Ha Noi) เป็นเมืองหลวง และศูนย์กลางการบริหารประเทศ รวมทั้งเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจการค้าของภาคเหนือ ไฮฟอง (Hai Phong) เป็น เมืองท่าสำคัญ และเขตอุตสาหกรรมหนัก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมต่อเรือ เคมีภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง กว่างนินห์ (Quang Ninh) เป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ ป่าไม้ รวมทั้งแหล่งถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ภาคกลาง มีเมืองสำคัญ ได้แก่ เว้ (Hue) เป็นเมืองสำคัญทางประวัติศาสตร์ และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ กว่างนัม-ดานัง (Quang Nam-Da Nang) เป็นศูนย์กลางทางธุรกิจ และการท่องเที่ยว ภาคใต้ มีเมืองสำคัญ ได้แก่ โฮจิมินห์ ซิตี้ (Ho Chi Minh City) เป็นศูนย์กลางทางธุรกิจการค้า และเมืองท่าสำคัญ นอกจากนี้ ยังมีความงดงามมากจนกระทั่ง ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ไข่มุกแห่งเอเชียตะวันออก” ด่องไน (Dong Nai) เป็นเมืองที่มีนิคมอุตสาหกรรมมากที่สุด ในเวียดนาม ที่สำคัญ เช่น Bien Hao 1 IZ, Bien Hao 2 IZ, Amata IZ, Loteco IZ, Go Dau IZ, Nhon Trach IZ และ Song May IZ เป็นต้น และเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบหลายชนิดสำหรับการแปรรูปในภาคอุตสาหกรรม เช่น ยางพารา ถั่วเหลือง กาแฟ ข้าวโพด อ้อย ยาสูบ เกิ่นเธอ (Can Tho) เป็นเมืองอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปที่สำคัญ และ แหล่งเพาะปลูกข้าวที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม เตี่ยงยาง (Tien Giang) เป็นแหล่งผลิตข้าวและผลไม้ต่าง ๆ อาทิ ทุเรียน มะม่วง รวมถึงผลไม้เมืองร้อนชนิดอื่น ๆ บาเรีย-วุ่งเต่า (Ba Ria-Vung Tau) เป็นเมืองที่มีการผลิตน้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติ มีแหล่งผลิตสำคัญ คือ Bach Ho (White Tiger) อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง รวมทั้ง เป็นเมืองตากอากาศชายทะเลที่สำคัญของเวียดนาม

10. สนามบินมีจำนวน 18 แห่ง
เป็นสนามบินนานาชาติ 3 แห่ง ได้แก่ Noi Bai International Airport ตั้งอยู่ทางตอนเหนือห่างจากกรุงฮานอยประมาณ 30 กิโลเมตร ให้บริการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า มีเที่ยวบินตรงไปยัง เมืองสำคัญต่าง ๆ อาทิ กัวลาลัมเปอร์ ไทเป ดูไบ ปารีส เบอร์ลิน มอสโก มะนิลา และกรุงเทพฯ เป็นต้น Da Nang International Airport ตั้งอยู่ในภาคกลาง ในอดีตเคยเป็นฐานทัพของสหรัฐฯ ปัจจุบันให้บริการการบิน ทั้งภายในประเทศ และระหว่างประเทศ และ Tan Son Nhat International Airport ตั้งอยู่ในภาคใต้ เป็นสนามบิน ที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม อยู่ห่างจากโฮจิมินห์ ซิตี้ ประมาณ 7 กิโลเมตร มีเที่ยวบินตรงไปยังเมืองสำคัญต่าง ๆ อาทิ เบอร์ลิน แฟรงก์เฟิร์ต อัมสเตอร์ดัม ปารีส โซล โอซากา กวางเจา ไทเป กรุงเทพฯ สิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์ จาการ์ตา ซิดนีย์ มอสโก และมะนิลา เป็นต้น เวียดนามมีสายการบินแห่งชาติ คือ Vietnam Airlines ให้บริการการบินทั้งภายในประเทศ และ ระหว่างประเทศ นอกจากนี้ Vietnam Airlines และการบินไทย มีเที่ยวบินไป-กลับระหว่างไทยและเวียดนามทุกวัน Pacific Airlines ให้บริการการบินระหว่างเมืองฮานอย ดานัง โฮจิมินห์ ซิตี้ รวมทั้งเมืองเกาสุง และไทเปของไต้หวัน

11. ทางหลวงลาดยางเพียงร้อยละ 25
จากระยะทางรวมประมาณ 93,300 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเวียดนาม ตั้งเป้าจะลาดยางหรือเทคอนกรีตทางหลวงทุกสายให้แล้วเสร็จภายในปี 2548 และลาดยางหรือเทคอนกรีตถนนทุกสาย ในทุกจังหวัดให้แล้วเสร็จภายในปี 2553 ทั้งนี้ เส้นทางสายหลักในเวียดนามมีทั้งสิ้น 7 เส้นทาง ได้แก่

  • เส้นทางหมายเลข 1 เป็นเส้นทางสายหลักของประเทศ และมีความยาวที่สุดในเวียดนาม จากภาคเหนือ จรดภาคใต้ระยะทาง 2,289 กิโลเมตร เชื่อมระหว่าง Lang Son-ฮานอย-ดานัง-โฮจิมินห์ ซิตี้-Minh Hai
  • เส้นทางหมายเลข 2 เชื่อมระหว่าง ฮานอย-Ha Giang ขึ้นไปทางเหนือติดชายแดนจีนที่มณฑลยูนนาน ระยะทาง 319 กิโลเมตร
  • เส้นทางหมายเลข 3 เชื่อมระหว่าง ฮานอย-Cao Bang ขึ้นไปทางเหนือติดชายแดนจีนที่มณฑลยูนนาน ระยะทาง 218 กิโลเมตร
  • เส้นทางหมายเลข 5 เชื่อมระหว่าง ฮานอย-ไฮฟอง ออกสู่ทะเลจีนใต้บริเวณอ่าวตังเกี๋ย ระยะทาง 105 กิโลเมตร
  • เส้นทางหมายเลข 8 เชื่อมระหว่าง Ha Tinh-Vinh ซึ่งอยู่ทางภาคกลางค่อนไปทางภาคเหนือ และ มีเส้นทางเชื่อมต่อไปยังชายแดนติดกับแขวงบอริคำไซของสปป.ลาว ระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร
  • เส้นทางหมายเลข 9 เชื่อมระหว่าง ดานัง-เว้ (Hue)-Quang Tri ไปยังชายแดนติดกับแขวงสะหวันนะเขต ของสปป.ลาว ระยะทางประมาณ 250 กิโลเมตร
  • เส้นทางหมายเลข 51 เชื่อมระหว่าง โฮจิมินห์ ซิตี้-วุ่งเต่า ออกสู่ทะเลจีนใต้ ระยะทางประมาณ 75 กิโลเมตร

12. ทางรถไฟเป็นเส้นทางที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการขนส่งสินค้าภายในประเทศ
ทั้งนี้ เส้นทางรถไฟ ในเวียดนามมีความยาวทั้งสิ้น 2,600 กิโลเมตร เส้นทางสำคัญส่วนใหญ่เชื่อมระหว่างเมืองหลวงฮานอย ซึ่งตั้งอยู่ ทางภาคเหนือกับเมืองสำคัญในภาคต่าง ๆ อาทิ

  • ฮานอย-โฮจิมินห์ ซิตี้ (เชื่อมระหว่างภาคเหนือและภาคใต้) ระยะทาง 1,726 กิโลเมตร ใช้เวลา เดินทางประมาณ 36-48 ชั่วโมง
  • ฮานอย-ไฮฟอง (ภาคเหนือ) ระยะทาง 102 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3-4 ชั่วโมง
  • ฮานอย-Lao Cai (ภาคเหนือ) ระยะทาง 296 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 9-10 ชั่วโมง
  • ฮานอย-Lang Son (ภาคเหนือ) ระยะทาง 148 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5-6 ชั่วโมง
  • ฮานอย-Thai Nguyen (ภาคเหนือ) ระยะทาง 75 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2-3 ชั่วโมง

13. ท่าเรือสำคัญ
ในแต่ละปีเวียดนามมีการขนส่งสินค้าผ่านทางท่าเรือประมาณ 100 ล้านตัน ท่าเรือที่สำคัญ ของเวียดนาม ได้แก่

  • ท่าเรือไซ่ง่อน เป็นท่าเรือใหญ่ที่สุดของประเทศ ตั้งอยู่ที่โฮจิมินห์ ซิตี้ มีท่าเทียบเรือเดินสมุทร 1 ท่า ท่าเทียบเรือขนส่งสินค้า 31 ท่า และโกดังซึ่งมีพื้นที่ราว 5 แสนตารางเมตร รวมทั้งเครนขนาด 25-100 ตัน จำนวน 16 ตัว ในช่วงที่ผ่านมามีการขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือแห่งนี้เพิ่มขึ้นมาก (จาก 7.7 ล้านตัน ในปี 2541 เป็น 11.6 ล้านตัน ในปี 2547) ทำให้คาดว่าภายในปี 2551 ท่าเรือไซ่ง่อนจะรองรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศจนเต็มศักยภาพ
  • ท่าเรือไฮฟอง เป็นท่าเรือสำคัญของภาคเหนือ ตั้งอยู่ที่เมืองไฮฟอง ห่างจากกรุงฮานอยประมาณ 100 กิโลเมตร มีความยาว 2,366 เมตร มีสินค้าผ่านประมาณ 7-10 ล้านตันต่อปี สามารถรองรับเรือที่มีระวางบรรทุก ขนาด 70,000-100,000 ตัน
  • ท่าเรือดิงห์หวู ตั้งอยู่ที่เมืองไฮฟอง มีความยาวราว 2,000-3,000 เมตร มีสินค้าผ่านประมาณ 2-7 ล้านตันต่อปี สามารถรองรับเรือที่มีระวางบรรทุกขนาด 10,000-30,000 ตัน
  • ท่าเรือเกื๋อโอง ตั้งอยู่ที่จังหวัดกว่างนินห์ มีความยาวราว 300 เมตร มีสินค้าผ่านประมาณ 2-5 ล้านตันต่อปี สามารถรองรับเรือที่มีระวางบรรทุกขนาด 30,000-50,000 ตัน
  • ท่าเรือก๋ายเลิน ตั้งอยู่ที่จังหวัดกว่างนินห์ มีความยาว 165 เมตร สามารถรองรับเรือที่มี ระวางบรรทุกขนาด 40,000-50,000 ตัน
  • ท่าเรือเดี่ยนก็อง ตั้งอยู่ที่จังหวัดกว่างนินห์ เป็นท่าเรือสำหรับขนส่งถ่านหิน มีความยาว 200 เมตร
  • ท่าเรือดานัง ตั้งอยู่ที่เมืองดานัง ทางภาคกลางของเวียดนาม เป็นท่าเรือขนาดใหญ่มีท่าเทียบเรือ 4 ท่า และโกดังซึ่งมีพื้นที่ราว 2 แสนตารางเมตร รวมทั้งเครนขนาด 2-25 ตัน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับปรุงท่าเทียบเรือและ ขยายถนนบริเวณท่าเรือเป็น 4 ช่องจราจร เพื่อเชื่อมกับทางหลวงหมายเลข 1 ซึ่งจะทำให้ท่าเรือแห่งนี้สามารถรองรับ สินค้าเพิ่มขึ้นเป็น 2.5 ล้านตันในปี 2548 และมีศักยภาพเพียงพอที่จะรองรับเรือที่มีระวางบรรทุกขนาด 35,000 ตันได้ ในอนาคต เป็นที่สังเกตว่า ปัจจุบันจำนวนเที่ยวเรือขนส่งสินค้าระหว่างไทยกับเวียดนามยังมีค่อนข้างจำกัด โดยมี เที่ยวเรือขนส่งสินค้าแบบตู้คอนเทนเนอร์ ระหว่างท่าเรือกรุงเทพฯ-ท่าเรือไซ่ง่อนเพียงเดือนละ 2 เที่ยว ดังนั้น การขนส่งสินค้า จากไทยไปเวียดนามส่วนใหญ่จึงดำเนินการผ่านสิงคโปร์ เนื่องจากมีเที่ยวเรือจากท่าเรือกรุงเทพฯ ผ่านท่าเรือสิงคโปร์ ไปยังท่าเรือไซ่ง่อน หรือท่าเรือไฮฟองทุกสัปดาห์

14. วิธีปฏิบัติสำหรับเรือต่างชาติที่จะเข้าเทียบท่า
เรือต่างชาติที่จะเข้าเทียบท่าในเวียดนามต้องขึ้นทะเบียนกับ National Registry Book of Sea-going Ships of Vietnam ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมมีหน้าที่ รับผิดชอบเกี่ยวกับการอนุญาต และควบคุมดูแลเรือต่างชาติ

15. ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตมีจำนวนราว 5.3 ล้านคน
หรือประมาณร้อยละ 6.5 ของประชากรทั้งประเทศ ในจำนวนนี้มี ผู้สมัครเป็นสมาชิกอินเตอร์เน็ตกว่า 1.4 ล้านคน (ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2547) เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเพียง 1.9 ล้านคน และมีผู้สมัครเป็นสมาชิกอินเตอร์เน็ต 445,700 คน ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบาย ส่งเสริมการใช้อินเตอร์เน็ตของรัฐบาลเวียดนาม อาทิ การลดอัตราค่าบริการและเพิ่มปริมาณสายส่ง (Transmission Line) ที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ในเวียดนามมีผู้ให้บริการเครือข่ายอินเตอร์เน็ต (Internet Service Provider : ISP) จำนวน 7 ราย ได้แก่ Vietnam Post and Telecommunications Corporation (VNPT) เป็นผู้ให้บริการรายใหญ่ที่สุด มีสมาชิก 823,172 ราย Corporation for Financing and Promoting Technology (FPT) มีสมาชิก 288,456 ราย Netnam มีสมาชิก 104,927 ราย Saigonnet มีสมาชิก 99,771 ราย Vietel มีสมาชิก 93,802 ราย OCI มีสมาชิก 22,983 ราย และ Ha Noi Telcom มีสมาชิก 3,306 ราย (ข้อมูล ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2547) อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าค่าบริการอินเตอร์เน็ตของเวียดนามยังค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับไทย

16. ระบบโทรศัพท์
ณ เดือนมิถุนายน 2548 เวียดนามมีโทรศัพท์พื้นฐานจำนวน 5.9 ล้านเลขหมาย (ขณะที่ ไทยมี 9.9 ล้านเลขหมายในช่วงเดียวกัน) โทรศัพท์เคลื่อนที่ 6.1 ล้านเลขหมาย (ขณะที่ไทยมี 29.7 ล้านเลขหมาย) ซึ่ง มีผู้ให้บริการหลัก 3 ราย คือ Vinaphone, Mobifone และ S-Fone Vinaphone บริหารงานโดยบริษัท Vietnam Post and Telecommunications Corporation (VNPT) ซึ่งเป็นของรัฐบาลเวียดนาม ทั้งนี้ รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าหมายว่า จะให้บริการไปรษณีย์ โทรศัพท์ และอินเตอร์เน็ตทั่วประเทศมีราคาใกล้เคียงกับของประเทศเพื่อนบ้านภายในปี 2563 ซึ่งจะต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 11-12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรัฐบาลเวียดนามยังไม่เปิดให้ นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในธุรกิจดังกล่าว

17. ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product : GDP)
มาจากภาคบริการ 41% ภาคอุตสาหกรรม 39% และภาคเกษตรกรรม 20% (ข้อมูลปี 2547) ทั้งนี้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเวียดนาม วัดจาก GDP ในปี 2547 อยู่ที่ระดับ 7.7% (เพิ่มขึ้นจาก 7.2% ในปี 2546) และมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปี (Per Capita Income) ประมาณ 540 ดอลลาร์สหรัฐ

18. สินค้าส่งออกสำคัญ
ได้แก่ น้ำมันดิบ เสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า อาหารทะเล คอมพิวเตอร์และผลิตภัณฑ์ อิเล็กทรอนิกส์ มีตลาดส่งออกสำคัญ คือ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ ขณะที่สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ เชื้อเพลิง สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่มและผ้าผืน เหล็กและเหล็กกล้า และเครื่องหนัง มีแหล่งนำเข้าสำคัญ คือ จีน ไต้หวัน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ (ข้อมูลปี 2547)

19. เวียดนามเป็นประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในปี 2547 เวียดนามผลิตน้ำมันดิบได้ราว 400,000 บาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเวียดนามไม่มีโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ ทำให้น้ำมันดิบที่ผลิตได้ต้องส่งออกเกือบทั้งหมด ขณะเดียวกันกลับต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมอื่น ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศ ทั้งนี้ ในปี 2547 เวียดนามส่งออกน้ำมันดิบเป็นมูลค่า 5,666 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 50 จากปี 2546 และคิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 20 ของมูลค่าส่งออกทั้งหมดของเวียดนาม โดยประเทศที่เวียดนามส่งออกน้ำมันดิบไปมากที่สุด คือ ออสเตรเลียและจีน ขณะเดียวกันเวียดนามนำเข้าผลิตภัณฑ์น้ำมัน สำเร็จรูปเป็นมูลค่า 3,571 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 47 จากปี 2546 ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณการใช้รถยนต์และ รถจักรยานยนต์ที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งการใช้เครื่องจักรในอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากขึ้น โดยมีแหล่งนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป ที่สำคัญ คือ สิงคโปร์ รองลงมา ได้แก่ จีน รัสเซีย และไทย เป็นต้น ทั้งนี้ รัฐบาลเวียดนามมีเป้าหมายจะผลิตน้ำมันดิบให้ได้ 146.6 ล้านบาร์เรล และก๊าซธรรมชาติ 12 ล้านลูกบาศก์เมตรภายในปี 2553 ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ รัฐบาลเวียดนามจึงสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมดังกล่าว ทั้งในลักษณะสัญญาร่วมลงทุนธุรกิจ (Business Co-operation Contract : BCC) และกิจการร่วมทุน (Joint Venture : JV) ด้วยการเสนอ สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ด้านการลงทุน ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติค่อนข้างมาก

20. สินค้านำเข้าชั่วคราวเพื่อจัดงานแสดงสินค้าไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า
แต่ต้องส่งกลับออกไปภายใน 30 วัน นับจากวันที่สิ้นสุดการจัดงานแสดงสินค้า นอกจากนี้ สินค้าประเภทเครื่องมือ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ที่นักลงทุนต่างชาติ นำเข้ามาใช้ในเขตส่งเสริมการส่งออก (Export Processing Zone : EPZ) ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าเช่นกัน แต่เมื่อไม่ใช้งานแล้วต้องส่งกลับออกไป ไม่สามารถนำมาจำหน่ายในเวียดนามได้

21. สินค้าที่ห้ามนำเข้า
เวียดนามห้ามนำเข้าสินค้าจำนวน 9 รายการ ได้แก่ อาวุธ (รวมทั้งเครื่องกระสุน วัตถุระเบิด และอุปกรณ์เทคนิคด้านทหาร ยกเว้นการนำเข้าดินระเบิดเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมด้านการทหาร ให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการค้าของเวียดนามเป็นผู้พิจารณา) ยาเสพติด สารเคมีเป็นพิษ สิ่งพิมพ์หรือพัสดุภัณฑ์ที่ขัดต่อความมั่นคง วัฒนธรรม และระบอบการปกครองของเวียดนาม ประทัด (รวมทั้งของเด็กเล่นที่มีผลเสียต่อการเรียนรู้ และไม่ปลอดภัย ต่อสาธารณะ) บุหรี่ (ยกเว้นในกรณีที่บุคคลนำติดตัวเข้ามาในปริมาณที่รัฐบาลเวียดนามกำหนด) สินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้แล้ว (ยกเว้นรถยนต์นั่งขนาดต่ำกว่า 12 ที่นั่ง รถจักรยานยนต์ และสิ่งของส่วนบุคคลที่ใช้แล้ว และนำเข้ามาในเวียดนาม เนื่องจากการย้ายถิ่นที่อยู่หรือเดินทางตามระเบียบที่รัฐบาลเวียดนามกำหนด) รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพวงมาลัยด้านขวา (รวมทั้งส่วนประกอบ และชิ้นส่วน) และอะไหล่ที่ใช้แล้วของรถยนต์และรถจักรยานยนต์

22. สิงคโปร์เป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุด
โดยมีมูลค่าการลงทุนสะสมในช่วงระหว่างปี 2531-2547 รวม 45,766.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมา คือ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฮ่องกง ตามลำดับ สำหรับประเภทของ ธุรกิจที่นักลงทุนต่างชาตินิยมเข้าไปลงทุนในเวียดนาม ได้แก่ อุตสาหกรรมหนัก รองลงมา คือ อุตสาหกรรมเบา ธุรกิจก่อสร้าง สำนักงานและอพาร์ตเมนท์ โรงแรมและท่องเที่ยว ตามลำดับ เป็นที่น่าสังเกตว่า สิงคโปร์มีความเชี่ยวชาญ ในการสร้างความสัมพันธ์กับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของประเทศที่เข้าไปลงทุนได้เป็นอย่างดี ทำให้มีอำนาจต่อรอง ในหลาย ๆ เรื่อง และมีเครือข่ายทางการค้าค่อนข้างกว้างขวาง จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลายประเทศต้องอาศัย สิงคโปร์เป็นฐานในการกระจายสินค้าแทนที่จะส่งออกไปประเทศปลายทางโดยตรง

23. จังหวัดที่นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนมากที่สุด
ได้แก่ โฮจิมินห์ ซิตี้ รองลงมา คือ ฮานอย ด่องไน Binh Duong และ บาเรีย-วุ่งเต่า ตามลำดับ สำหรับโครงการลงทุนของไทยในเวียดนามนับตั้งแต่ ปี 2531 ถึง ณ วันที่ 20 ธันวาคม 2547 มีทั้งสิ้น 116 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 1,385 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงเป็นอันดับที่ 9 ของนักลงทุนต่างชาติ ทั้งหมดในเวียดนาม ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมสินค้าเกษตรแปรรูป อาหารสัตว์ โรงแรม การผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ และสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้น นักลงทุนไทยรายสำคัญที่เข้าไปลงทุนในเวียดนาม ได้แก่ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ผลิตอาหารสัตว์และบรรจุภัณฑ์) เบทาโกร (ผลิตอาหารกุ้ง) เนสท์เล่ (ผลิตเครื่องดื่ม ผสมช็อกโกแลตและกาแฟ) ไทยวา (ผลิตผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง) ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ (ผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติก) และกระทิงแดง (ผลิตเครื่องดื่มบำรุงกำลัง) เป็นต้น ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนที่โฮจิมินห์ ซิตี้ และจังหวัดใกล้เคียง

24. นิคมอุตสาหกรรม (Industrial Zone : IZ) และเขตส่งเสริมการส่งออก (Export Processing Zone : EPZ)
มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 119 แห่ง (ข้อมูล ณ ปี 2547) ตั้งอยู่ในภาคเหนือ 32 แห่ง (ได้แก่ Hanoi 6 แห่ง Hai Phong 3 แห่ง Quang Ninh 2 แห่ง Hai Duong 8 แห่ง Hung Yen 2 แห่ง Ha Tay 2 แห่ง Bac Ninh 2 แห่ง Vinh Phuc 1 แห่ง Thai Binh 1 แห่ง Thai Nguyen 1 แห่ง Phu Tho 1 แห่ง Bac Giang 1 แห่ง Nam Dinh 1 แห่ง และ Ha Nam 1 แห่ง) ภาคกลาง 24 แห่ง (ได้แก่ Da Nang 4 แห่ง Quang Nam 1 แห่ง Quang Ngai 5 แห่ง Thua Thien Hue 1 แห่ง Khanh Hoa 1 แห่ง Binh Thuan 1 แห่ง Phu Yen 3 แห่ง Binh Dinh 1 แห่ง Thanh Hoa 1 แห่ง Nghe An 2 แห่ง Ha Tinh 1 แห่ง Dac Lac 1 แห่ง Bin Phuoc 1 แห่ง และ Quang Binh 1 แห่ง) และภาคใต้ 63 แห่ง (ได้แก่ Ho Chi Minh City 14 แห่ง Binh Duong 10 แห่ง Tay Ninh 3 แห่ง Tien Giang 1 แห่ง Long An 5 แห่ง Vinh Long 1 แห่ง Ba Ria-Vung Tau 7 แห่ง Dong Nai 15 แห่ง Binh Phuoc 1 แห่ง Dong Thap 1 แห่ง และ Can Tho 5 แห่ง)

25. ระยะเวลาการเช่าที่ดิน
รัฐบาลเวียดนามไม่อนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติซื้อขายที่ดินในเวียดนาม แต่ให้ สิทธิในการเช่าที่ดิน (Land Use Right) ซึ่งมีระยะเวลาการเช่าขึ้นอยู่กับระยะเวลาของโครงการลงทุนตามที่ได้รับ Investment License เป็นหลัก โดยทั่วไปนักลงทุนต่างชาติจะได้รับสิทธิในการเช่าที่ดินประมาณ 50 ปี แต่อาจขยายได้ ถึง 70 ปี หากเป็นโครงการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษจาก The Standing Committee of the National Assembly ของเวียดนาม ยกเว้นโครงการลงทุนประเภท Build-Transfer-Operate Contract (BTO)∗ ซึ่ง ∗ การลงทุนที่เป็นข้อตกลงระหว่างหน่วยงานราชการของเวียดนามกับนักลงทุนต่างชาติ เพื่อสร้างหรือดำเนินการในโครงการ สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น สะพาน ถนน สนามบิน ท่าเรือ ประปา และไฟฟ้า รัฐบาลเวียดนามจะทำสัญญากับผู้ลงทุนในลักษณะต่าง ๆ อาทิ BOT (Build-Operate-Transfer) คือ โครงการลงทุนที่ผู้ลงทุนสร้างแล้วเสร็จและหาผลประโยชน์ในช่วงเวลาหนึ่งก่อนโอนกิจการ เป็นของรัฐบาลเวียดนาม BTO (Build-Transfer-Operate) คือ โครงการลงทุนที่เมื่อสร้างแล้วเสร็จ ผู้ลงทุนต้องโอนให้รัฐบาลเวียดนามก่อน จึงจะสามารถดำเนินการเพื่อหาผลประโยชน์ได้ในระยะเวลาที่ตกลงกัน และ BT (Build-Transfer) คือ โครงการลงทุนที่เมื่อสร้างแล้วเสร็จ ผู้ลงทุนต้องโอนให้รัฐบาลเวียดนามทันที โดยรัฐบาลเวียดนามจะอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติไปลงทุนในโครงการอื่น ๆ เพื่อให้ได้รับ ผลตอบแทนตามสมควร ทั้งนี้ รัฐบาลเวียดนามได้สนับสนุนโครงการลงทุนต่างชาติในรูปแบบต่าง ๆ ดังกล่าว โดยการให้สิทธิพิเศษใน การใช้ที่ดินและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ รวมทั้งสิทธิพิเศษด้านภาษี เป็นต้น นักลงทุนต่างชาติไม่จำเป็นต้องเช่าที่ดิน เนื่องจากรัฐบาลเวียดนามจะมอบที่ดินให้ดำเนินการหลังจากทำข้อตกลงกันแล้ว และเมื่อโครงการแล้วเสร็จ นักลงทุนต่างชาติต้องโอนโครงการนั้นให้แก่รัฐบาลเวียดนาม หลังจากนั้นนักลงทุนต่างชาติ จึงจะสามารถดำเนินการต่อไปได้ภายในระยะเวลาตามที่ตกลงกับรัฐบาลเวียดนาม

26. ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ
แรงงานไร้ฝีมือชาวเวียดนามที่ทำงานในบริษัทของชาวต่างชาติในเขตตัวเมืองโฮจิมินห์ ซิตี้ และฮานอย ได้รับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 626,000 ด่อง (ราว 38 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อเดือน พื้นที่รอบนอกของโฮจิมินห์ ซิตี้ และฮานอย รวมทั้งพื้นที่ในเขตตัวเมืองบาเรีย-วุ่งเต่า เมืองเบียนหัว และเมืองไฮฟองอยู่ที่ 556,000 ด่อง (ราว 34 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อเดือน และสำหรับพื้นที่ในเมืองอื่น ๆ อยู่ที่ 487,000 ด่อง (ราว 30 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อเดือน ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2546 รัฐบาลเวียดนามประกาศข้อกำหนดใหม่เกี่ยวกับการจ้างแรงงานต่างชาติของผู้ประกอบธุรกิจ ในเวียดนาม (Decree 105-2003-ND-CP) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2546 มาจนถึงปัจจุบัน มีสาระสำคัญ ที่น่าสนใจ ดังนี้

  • คุณสมบัติพื้นฐานของแรงงานต่างชาติ ต้องมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป สุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มี ประวัติอาชญากรรม และมีความชำนาญเฉพาะด้านซึ่งหาไม่ได้จากแรงงานท้องถิ่น เป็นต้น
  • จำนวนสูงสุดของแรงงานต่างชาติในแต่ละบริษัท บริษัทท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ รวมถึงบริษัทของชาวต่างชาติ ในเวียดนาม (ยกเว้นสำนักงานตัวแทนและสาขาของบริษัทต่างชาติ) สามารถจ้างแรงงานต่างชาติได้สูงสุดไม่เกิน 3% ของจำนวนแรงงานทั้งหมดของบริษัท แต่ต้องไม่เกิน 50 คน
  • การรับสมัครแรงงานต่างชาติ ผู้ประกอบธุรกิจในเวียดนาม (รวมถึงบริษัทต่างชาติ สำนักงานตัวแทน และสาขาของบริษัทต่างชาติ) ที่ต้องการจ้างแรงงานต่างชาติ ต้องลงประกาศรับสมัครแรงงานท้องถิ่นในหนังสือพิมพ์ ฉบับใดฉบับหนึ่งของเวียดนามติดต่อกันอย่างน้อย 3 วัน โดยมีรายละเอียด อาทิ ลักษณะงาน ผลประโยชน์ที่ลูกจ้าง จะได้รับจากการจ้างงาน ฯลฯ เมื่อไม่มีผู้สมัครที่มีคุณสมบัติตรงตามต้องการ จึงจะสามารถดำเนินการรับสมัคร แรงงานต่างชาติได้
  • ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) แรงงานต่างชาติที่ทำงานในเวียดนามเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป ต้องขอใบอนุญาตทำงาน ซึ่งออกโดยหน่วยงานท้องถิ่น สังกัดกระทรวงแรงงาน ผู้ทุพพลภาพจากสงคราม และ สวัสดิการสังคม (The Local Department of Labour, War Invalids and Social Affairs : DoLISA) ของเวียดนาม ใบอนุญาตทำงานดังกล่าวจะมีอายุไม่เกิน 36 เดือน และสามารถต่ออายุได้อีกไม่เกิน 36 เดือน ยกเว้นแรงงานต่างชาติที่เข้ามา ทำงานบางประเภทซึ่งรัฐบาลเวียดนามอนุญาตให้ไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงาน อาทิ แรงงานต่างชาติที่เข้ามาแก้ไขปัญหาฉุกเฉิน ที่เกิดขึ้นกับกิจการ ซึ่งแรงงานในเวียดนามไม่สามารถแก้ไขได้ ชาวต่างชาติที่เป็นกรรมการของบริษัทซึ่งจดทะเบียนก่อตั้งตาม กฎหมายของเวียดนาม ชาวต่างชาติที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานตัวแทนหรือสาขาของบริษัทต่างชาติในเวียดนาม และนักกฎหมายต่างชาติที่ได้รับใบรับรองรองจากกระทรวงยุติธรรมของเวียดนามให้ปฏิบัติหน้าที่ในเวียดนาม เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการที่ว่าจ้างแรงงานต่างชาติซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องมีใบอนุญาตทำงาน จะต้องแจ้งชื่อ อายุ สัญชาติ หมายเลขหนังสือเดินทาง รวมทั้งวันที่เริ่มต้นและวันที่สิ้นสุดการทำงานของแรงงานต่างชาติ ต่อหน่วยงาน DoLISA ของเวียดนาม ก่อนที่แรงงานดังกล่าวจะเริ่มทำงานอย่างน้อย 7 วัน

27. การติดต่อธุรกิจ
โดยทั่วไปแล้วนักธุรกิจเวียดนามไม่นิยมติดต่อธุรกิจทางจดหมาย หรือแฟกซ์แต่นิยมใช้วิธี เข้าพบปะเพื่อติดต่อเจรจาการค้า และเสนอขายสินค้าโดยตรง (อย่างไรก็ตาม การนัดพบผู้นำเข้าชาวเวียดนามที่โรงแรม ถือเป็นการไม่สุภาพ ยกเว้นการเชิญรับประทานอาหารค่ำเพื่อเจรจาการค้า) ดังนั้น นักธุรกิจไทยจึงควรนัดหมายวันและ เวลาล่วงหน้าทางแฟกซ์ หรืออีเมล์ กับผู้นำเข้าก่อนเข้าพบ หรืออาจติดต่อผ่านสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงฮานอย และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ โดยระบุรายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องลงใน จดหมายนัด อาทิ ข้อมูลของบริษัท ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า ชื่อและตำแหน่งของผู้ส่งออกที่สามารถติดต่อได้ วัตถุประสงค์ ของการเดินทางมาเวียดนาม วันและเวลาที่ต้องการนัดหมาย เป็นต้น ทั้งนี้ จดหมายดังกล่าวควรส่งถึงผู้นำเข้าอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ก่อนวันนัดหมาย

28. การสื่อสารทางธุรกิจ
นักธุรกิจเวียดนามที่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วยังมีไม่มากนัก นักธุรกิจไทยจึงจำเป็นต้องจัดเตรียมล่ามสำหรับเจรจาการค้าหรือติดต่อธุรกิจ ซึ่งในเวียดนามมีทั้งล่ามไทย-เวียดนาม และ เวียดนาม-อังกฤษ โดยมีอัตราค่าจ้างประมาณวันละ 30-40 ดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นอยู่กับความชำนาญของล่ามแต่ละคน แต่หาก ใช้นักศึกษามหาวิทยาลัยเป็นล่าม จะมีอัตราค่าจ้างเพียงประมาณวันละ 15-20 ดอลลาร์สหรัฐ

29. ค่าที่พัก
ค่าห้องพักสำหรับโรงแรมระดับ 5 ดาวในเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไปต่อวัน ขณะที่ห้องพักของโรงแรมระดับ 3 ดาว อยู่ที่ประมาณ 30-40 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไปต่อวัน และห้องพักของโรงแรม ขนาดเล็ก (Mini Hotel) หรือ Guest House อยู่ที่ประมาณ 15-25 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไปต่อวัน

30. อัตราค่าโดยสารรถแท็กซี่มิเตอร์
ในฮานอย เริ่มต้นที่ 14,000 ด่อง ขณะที่โฮจิมินห์ ซิตี้ เริ่มต้นที่ 12,000 ด่อง และจะเพิ่มขึ้นอีก 6,000 ด่อง ต่อ 1 กิโลเมตร ทั้งนี้ คนขับรถแท็กซี่ส่วนใหญ่สามารถสื่อสาร ด้วยภาษาอังกฤษได้ในระดับหนึ่ง

ที่มา ; http://www.thaiday.com/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9550000020430

   http://www.baanjomyut.com/library_2/asean_community/vietnam/04.html

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s