ประเทศเวียดนาม

ประเทศเวียดนาม

ธงชาติ

ไฟล์:Flag of Vietnam.svg

เพลงชาติ

ประเทศเวียดนาม (เวียดนาม: Việt Nam) มีชื่ออย่างเป็นทางการคือ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (เวียดนาม: Cộng hòa xã hội chủ nghĩa Việt Nam, ก่ง ฮหว่า สา โห่ย จู๋ เหงีย เหวียต นาม) เป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกสุดของคาบสมุทรอินโดจีน มีพรมแดนติดกับประเทศจีน ทางทิศเหนือ ประเทศลาว และประเทศกัมพูชา ทางทิศตะวันตก และอ่าวตังเกี๋ย ทะเลจีนใต้ ทางทิศตะวันออกและใต้ หรือในภาษาเวียดนามเรียกเฉพาะทะเลทางทิศตะวันออกว่า ทะเลตะวันออก (เวียดนาม: Biển Đông, เบี๋ยน ดง) เวียดนามมีประชากรมากกว่า 89 ล้านคน ถือเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 13 ของโลก

ภูมิศาสตร์

 

ชาวเวียดนามนิยมปลูกข้าวแบบขั้นบันได

เวียดนามเป็นประเทศที่มีลักษณะเป็นแนวยาว และ มีภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงกั้นระหว่างที่ราบลุ่มแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ทางตอนเหนือและใต้ แต่มีภูเขาที่มีป่าหนาทึบแค่ 20% โดยมีพันธุ์ไม้ 13,000 ชนิด และพันธุ์สัตว์กว่า 15,000

 ลักษณะภูมิประเทศ

  • มีที่ราบลุ่มแม่น้ำขนาดใหญ่ 2 ตอน คือ ตอนเหนือเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำแดง และตอนใต้เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง
  • มีที่ราบสูงตอนเหนือของประเทศ และยังเป็นภูมิภาคที่มีเขา ซึ่งเป็นภูเขาที่สูง 3,143 เมตร (10,312 ฟุต) ตั้งอยู่ในเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในอินโดจีน

ลักษณะภูมิอากาศ

  • เป็นแบบมรสุมเขตร้อน ชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกเปิดโล่งรับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดผ่านทะเลจีนใต้ ทำให้มีโอกาสรับลมมรสุมและพายุหมุนเขตร้อน จึงมีฝนตกชุกในฤดูหนาว สามารถปลูกข้าวได้ปีละ 2 ครั้ง (ฝนตกตลอดปี ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ)
  • เป็นประเทศที่มีความชื้นประมาณร้อยละ 84 ตลอดปี มีปริมาณฝนจาก 120 ถึง 300 เซนติเมตร และมีอุณหภูมิเฉลี่ยตั้งแต่ 5 องศาเซลเซียส

 ชายแดน

ทั้งหมด 4,638 กิโลเมตร (2,883 ไมล์) โดยติดกับประเทศกัมพูชา 1,228 กิโลเมตร (763 ไมล์) ประเทศจีน 1,281 กิโลเมตร (796 ไมล์) และประเทศลาว 2,130 กิโลเมตร (1,324 ไมล์)

สถานที่ท่องเที่ยวที่เวียดนามเหนือ

 

ในเมืองฮานอย

ทะเลสาบคืนดาบ (Ho Hoan Kiem)

ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณใจกลางของเมืองเก่าฮานอยสำหรับนักเดินทางที่มาเยือนฮานอย ซึ่งไม่ได้ มากับบริษัททัวร์ส่วนใหญ่นิยมหาที่พักในบริเวณเมืองเก่า ที่เปรียบได้กับถนนข้าวสารของเมืองไทย นอกจากนั้น ี้ยังมีร้านจำหน่ายอาหารทั้งประเภทพื้นเมือง และเมนูตะวันตกมากมาย รวมถึงจำหน่ายของที่ระลึกก็มีให้เลือกเป็นของฝาก สำหรับทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาถึงว่าครั้งอดีตพระเจ้าเลไทโต ได้นำดาบวิเศษซึ่ง นำมาต่อสู้กับพวกหมิงจน สามารถปลดปล่อยประเทศให้อิสระแล้ว พระองค์ทรงลงเรือไปกลางทะเลสาบเพื่อคืนดาบ วิเศษให้กับเต่าศักดิ์สิทธิ์ และกล่าวกันว่าเต่าได้ ขึ้นมาฉกดาบไปจากหัตถ์ของพระองค์ แล้วหายไปในทะเลสาบ อันเป็นเหตุให้ทะเลสาบแห่งนี้มีชื่อว่า “ทะเลสาบคืนดาบ” หากมองเข้าไปกลางทะเลสาบจะเห็นเจดีย์โบราณโผล่ ขึ้นพ้นน้ำ สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 18 มีชื่อเรียกว่า ทาพรัว(Thao Rua)ซึ่งหมายถึงหอคอยเต่าและในปัจจุบัน ยังมีหลายคนบอกว่าเห็นเต่าขนาดใหญ่อยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ โดยเฉพาะในช่วงของเวลาเปลี่ยนฤดูกาล


สะพานแสงอาทิตย์

สะพานแสงอาทิตย

ประตูวัดหง็อกเซิน

ประตูวัดหง็อกเซิน

ภายในวัดหง๊อกเซิน

วัดหง๊อกเซิน( Ngoc Son )

มีชื่อเป็นภาษาไทยว่า “วัดเนินหยก” อยู่ใจกลางกรุงฮานอย วัดตั้งอยู่ในทะเลสาบกลางเมืองม
ีประวัติความ เป็นมา เกี่ยวข้องกับชื่อกรุงฮานอยามารถเดินข้ามจากฝั่งไปยังวัดได้โดยอาศัยสะพานโค้งสีแดง
สดใสที่รู้จักกันในชื่อ เทฮกหรือสะพานแสงอาทิตย์ ด้านปลายสุดของสะพานมีเสาหินรูปแปรงอยู่ถัดจากขวด
หมึก มีอักษรจีนจารึกไว้ว่า “จารึกบนฟ้าคราม” ที่บนเกาะเล็กๆ แห่งนี้ยังมีซากศาลาประชาคมหลังเล็กๆ
ของหมู่บ้านอีกด้วย ชาวเวียดนาม เดินทางมาสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ภายในวัดแห่งนี้เป็นจำนวนมาก
ในแต่ละวัน


วิหารวรรณกรรม

หรือวันเหมียว สร้างในปี 1076 วิหารถูกเชื่อมต่อกับกว๊อกตื่อยาม ซึ่งเป็นโรงเรียนของพวกขุน
นางและเป็น มหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศ ในสมัยราชวงศ์ตรันได้เปลี่ยนชื่อเป็น กว็อกฮ็อกเหวียน
หรือวิทยาลัยแห่งชาติในปี1235 เมื่อสอบได้ในระดับท้องถิ่นแล้วนักเรียนที่ปรารถนาจะเลื่อนชั้นขึ้นเป็นขุน
นางระดับสูง ก็จะมาเล่าเรียนวรรณคดี ปรัชญา ภาษาจีนโบราณ และประวัติศาสตร์ที่นี่


สุสานประธานาธิบดี โฮจิมินห์(Ho Chi Minh’s mausoleum)

ตั้งอยู่บริเวณจัตุรัสบาดิงห์ (Ba Dinh SQUARE) ใจกลางกรุงฮานอย เป็นสถานที่ ที่เก็บร่างอันไร้
วิญญาณของ อดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ วีรบุรุษที่ชาวเวียดนามทั่วทั้งประเทศให้ความเคารพ
สุสานโฮจิมินห์เป็นอาคารทรงเรียบง่าย ซึ่งสร้างจำลองรูปแบบของสุสานเลนินในกรุงมอสโคว์
สหภาพโซเวียตเมื่อปี ค.ศ.1973 และทำพิธีเปิดเป็นทางการให้ประชาชนได้เข้าไปเคารพศพเมื่อปี ค.ศ.1975
ศพอาบน้ำยาของลุงโฮนอน สงบนิ่งคล้ายคนนอนหลับอยู่ภายในโรงแก้ว
สุสานแห่งนี้ห้ามนำกล้องถ่ายรูปตลอดจนกระเป๋าสะพานเข้าไปในสุสานเด็ดขาด ภายในสุสานมีระบบ
ความปลอด ภัยอย่างเข้มงวด จึงไม่ควรส่งเสียงพูดคุย หรือหัวเราะเล่นกันในระหว่างเข้าชมเพื่อ แสดง ความ
เคารพและเป็นการให้เกียรติกับอดีตวีรบุรุษผู้นำคนสำคัญของชาวเวียดนาม

สุสานโฮจิมินห์


เจดีย์เสาเดียว

ตั้งอยู่ด้านหลังของสุสานประธานาธิบดีโฮจิมินห์ สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1049 สมัยราชวงศ์หลี
เจดีย์ไม้ที่งดงามแห่งนี้ตั้ง อยู่บนเสาเดียวอยู่กลางสระบัว สำหรับต้นไทรด้านหลังเจดีย์สาเดียวปลูกโดย
ท่านประธานาธิบดีเนห์รูแห่งประเทศอินเดีย ในปี ค.ศ.1958 ในระหว่างเดินทางมาเยือนประเทศ
เวียดนาม

เจดีย์เสาเดียว


พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ (Ho Chi Minh Museum)

พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์

ตั้งอยู่หลังสวนสาธารณะใกล้กับสุสานโฮจิมินห์ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้ประชาชนเข้าชม เมื่อป
ี ค.ศ.1990 เป็นอาคารคอนกรีตขนาดใหญ่ ทันสมัยและมีการจัดการที่ดี ผู้เข้าเยี่ยมชมจะได้มีโอกาส สัมผัส
เรื่องราวการต่อสู้เพื่อเอก ราชตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาของวีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่ จนได้รับชัยชนะในการ
รวมประเทศเวียดนาม เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้


พิพิธภัณฑ์ศิลปกรรม (Fine Arts Museum)

ตั้งอยู่บนถนนเหวียน ไท ฮ๊อก เป็นแหล่งแสดงงานศิลปกรรมมีค่าอย่างยิ่งแห่งหนึ่ง นิทรรศการ
ที่จัดแสดงนั้น ครอบคลุมถึงงาม ศิลปะและประวัติของชนกลุ่มน้อยของเวียดนาม และมีพระพุทธรูป ไม้ที่
งดงาม หลายองค์ที่มีอายุตั้งแต่ ศตวรรษที่ 17 นอกจากนั้นมีกลองสำริด ดง เซิน และศิลปะเวียดนาม
อย่างอื่นอีกมากมาย ทั้งที่เป็นของสมัยโบราณ และสมัยใหม่แหล่งรวบรวมผลงานศิลปกรราม ตั้งแต่สมัย
โบราณจนถึงปัจจุบันมีทั้งศิลปะทางวัตถุ งานปั้น งานแกะสลัก และรูปภาพของนักเขียนชื่อดังของเวียดนาม


ถนนสายเก่า

ถนนแห่งนี้มีทั้งหมด 36 สาย ซึ่งแต่ละถนนจะขายสินค้าเฉพาะอย่าง เป็นแหล่งขายของที่ระลึก
และสินค้าพื้น เมืองที่ใหญ่ที่สุดของกรุงฮานอย เช่น ถนนผ้าไหม ถนนฝ้าย ถนนกระดาษ ถนนเครื่องเงิน
ถนนน้ำตาล


โรงละครหุ่นกระบอกน้ำ (Municipal Water Puppets)

การแสดงหุ่นกระบอกน้ำของเวียดนาม ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชาติทีเดียวและกำลัง จะสูญหายไปจากโลก หากไร้การสนับสนุนเนื่องว่าปัจจุบันนี้มีเพียงไม่กี่คณะเท่านั้นเอง การแสดงหุ่นกระบอก น้ำเริ่มต้น บริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง จากการที่บริเซณนี้มีน้ำท่วมทุกปีจึงทำให้เกิดแรงบันดาลใจ ในการคิดค้นการละเล่นแบบหนึ่งขึ้นมาเพื่อสร้างความบันเทิงในระหว่างที่น้ำท่วมเป็นเวลานาน  สำหรับหุ่นกระบอกน้ำผู้แสดงจะอยู่หลังฉากซึ่งมีน้ำสูงถึงเอว เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของหุ่นโดย ใช้ไม้ไผ่ลำยาว แต่เทคนิคการเชิดจะได้รับการรักษาไว้เป็นความลับ แต่เชื่อเถิดว่าหากได้เห็นการเชิดจะทราบ ว่าน่ารักและวนติดตามมากแม้จะฟังไม่ออกก็ตาม ในโรงละครหุ่นกระบอกน้ำปัจจุบันยังคงแสดงครบทั้ง  12 องค์ มีเรื่องราวต่างๆ มากมายอันเป็นประเพณีและความเชื่อของชาวเวียดนาม


อ่าวฮาลอง (HALONG BAY)

อ่าวฮาลอง

อ่าวฮาลอง

ฮาลอง

บรรยากาศของอ่าวฮาลอง

หรือ กุ้ยหลินเวียดนาม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเวียดนาม ชาวเวียดนามเรียกอ่าว ฮาลองว่า “วินห์ ฮาลอง” (VINH HA LONG)ในภาษาเวียดนามคำว่า“ฮาลอง”แปลว่า “มังกรร่อนลง” อ่าวฮาลองเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแห่งหนึ่งในโลกและด้วยความมหัศจรรย์ทาง ธรรมชาตินี้เอง องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนให้อ่าวฮาลองเบย์เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ในปีค.ศ.1994 อ่าวฮาลองแห่งนี้กินเนื้อที่ 4,000 ตารางกิโลเมตร (1,500 ตารางไมล์) มีเกาะหินปูนน้อยใหญ่ กระจัดกระจาย มากกว่า 1,000 เกาะ ด้วยพลังคลื่นลมมหาศาล จากธรรมชาติกัดเซาะภูเขา หินปูนเหล่า นี้ต่อ เนื่องเนิ่นนานมาเป็นเวลานาน นับพันปี ภูเขาหินปูนรูปทรงประหลาดโผล่ขึ้นจากทะเลนับพันๆลูกเลย ทีเดียว อ่าวฮาลองแห่งนี้เคยโด่งดังในหมู่นักท่องเที่ยวชาวตะวันตกจากภาพยนตร์ผรั่งเศส เรื่อง “อินโดจีน” (INDOCHINE) ซึ่งมีนักแสดงสาวชาวฝรั่งเศส คือ แคทเธอรีน เดอเนิฟ เป็นดารานำแสดง สถานที่ท่องเที่ยว ที่เวียดนามกลาง

ในเมืองเว้

นครจักรพรรดิไดโนย

ตั้งอยู่ภายในเมือง ตัวพระราชวังถูกสร้างขึ้นตามแบบแผนความเชื่อจีน ซึ่งมีอิทธิพลทางความคิด เว้อยู่ภายใต้ การปกครอง ของจีนมาเป็นเวลาหลายปี พระราชวังแห่งนี้สร้างโดยจักรพรรดิยาลองในปี 1805 ได้รับการบูรณะครั้งแรก โดยพระเจ้า มินห์หม่างในปี 1834 และครั้งต่อมาโดยพระเจ้าไคดิงห์ในปี 1924 ปัจจุบันอยู่ในสภาพที่ดีเยี่ยม


วัดเทียน มู

ตั้งอยู่ริมแม่น้ำหอม วัดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางพุทธศาสนา นิกายเซน มีเจดีย์ เทียน หมุ ทรงเก๋งจีนแปด เหลี่ยมสูง ลดหลั่นกัน 7 ชั้น ตั้งเด่นอยู่ริมฝั่งแม่น้ำหอม วัดนี้มีความสำคัญทาง ด้านทางด้าน ประวัติศาสตร์ และการเมืองในช่วงยุคหลังสงคราม เมื่อเจ้าอาวาสของวัดนี้ลงประท้วงการฉ้อราษฏร์บังหลวงของรัฐบาลโง ดินห์ เดียม ที่กรุงไซ่ง่อนด้วยการเผาตัวเอง ในปี ค.ศ. 1963ปัจจุบันรถเก๋งออสตินสีฟ้าที่ใช้เป็นยานพาหนะ พาท่านเดินทางไปยัง กรุงไซ่ง่อนยังถูกเก็บรักษาและจัดแสดง ไว้ภายในวัดแห่งนี้ ตลาดดองบา ตลาดแห่งนี้มีมาตั้งแต่ต้นศตวรรษนี้ จำหน่ายผลิตผลท้องถิ่นมากมายหลายชนิด รวมทั้งอาหารเลิศ รสต่างๆ ด้วย


สุสานพระเจ้าตือดึ๊ก

สร้างในปี 1864 ใช้เวลา 3 ปี ดูคล้ายกับพระราชวังหลวงจำลองขนาดเล็ก มีความงดงามกลมกลืนกับธรรม ชาติแวดล้อมอย่างดี การก่อสร้างใช้แรงงานคนถึง 3,000 คน พระเจ้าตือดึ๊กเป็นพระโอรสของพระ เจ้าเถี่ยวตรีและเป็น จักรพรรดิพระองค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์เหวียนที่ทรงครองราชย์นานที่สุดใน ราชวงศ์ถึง 36 ปี

ซุ้มประตูทางเข้าสุสานตือดึ๊ก

ซุ้มประตูทางเข้าสุสานตือดึ๊ก

ตัวอาคารที่สุสานพระเจ้าตือดึ๊ก

ตัวอาคารที่สุสานพระเจ้าตือดึ๊ก

ภายในสุสานตือดึ๊ก

ภายในสุสานตือดึ๊ก


สุสานพระเจ้าไคดิงห์

ทางขึ้นสุสานพระเจ้าไคดิงห์ทางขึ้นสุสานพระเจ้าไคดิงห์ รูปแกะสลักหินที่สุสานไคดิงห์รูปแกะสลักหินที่สุสานไคดิงห์

แตกต่างจากสุสานราชวงศ์เหวียนอื่นๆ โดยสิ้นเชิง แลดูคล้ายปราสาทแถบยุโรป รูปแบบ
สถาปัตยกรรมเป็นการ ผสมผสานระหว่างตะวันออกกับตะวันตกสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ใช้เวลา
11 ปี พระเจ้าไคดิงห์เป็นพระบิดาบุญธรรม ของพระเจ้าเบ๋าได่ ครองราชย์นาน 9 ปีในยุคอาณานิคม
บันไดมังกรอันโอ่อ่านำขึ้นไปสู่ลานชั้นที่หนึ่ง จากนั้นมีบันไดต่อไป ยังลานที่เรียงรายไปด้วยหินสลักรูปช้าง
ม้า กับขุนนาง บู๊และบุ๋น ใจกลางลานมีแผ่นศิลาจารึก ด้วยตัวอักษรจีน นิพนธ์โดย พระเจ้าเบ๋าได่เพื่อ รำลึกถึง
พระบิดาของพระองค์ เมื่อเข้าไปข้างในจะยิ่งเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน พื้นปูกระเบื้องสีมีภาพจิตรกรรม
ขนาดใหญ่รูป “มังกรในม่านเมฆ” โดยจิตรกรที่เขียนภาพด้วย เท้า วาดประดับ บนเพดานห้องโถงกลางห้องมุข
สีเขียวหยกนำไปสู่ทางซ้ายและขวา ภาพผนังสีสดใสประกอบ ขึ้นจากการ ฝังกระจกสีและกระเบื้องหลายพันชิ้น
บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ภาพสัตว์ ต้นไม้ และดอกไม้ดูสวยงามเจริญตา ต่างจากความมืดทึมด้านนอกของสุสาน
ซึ่งมีรูปหล่อสำริดเท่าองค์จริงของพรเจ้าไคดิงห์ หล่อที่ฝรั่งเศสในปี 1922 ตั้งอยู่บนยกพื้นด้านบนของสุสาน


สุสานพระเจ้ามิงห์หม่าง

การก่อสร้างสุสานแห่งนี้เริ่มขึ้นในปี พ.ศ.2383 หรือ 1 ปีก่อนสิ้นพระชนม์และสำเร็จลงโดยพระเจ้าเถี่ยวตรี  รัชทายาทของพระองค์ในปี พ.ศ. 2386 พระเจ้ามิงห์หม่างเป็นโอรสองค์ที่ 4 ของพระเจ้ายาลอง และเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 2 ในราชวงศ์เหวียน พระองค์ทรงสร้างนครจักรพรรดิและได้รับการยกย่องอย่างสูงจากการที่ทรงปฏิรูปขนบธรรมเนียมประเพณ ีและเกษตรกรรม พระองค์ทรงยึดมั่นในแบบแผนการบริหาร การปกครองตามแบบจีน โดยการให้หัวเมืองต่างๆ มาขึ้นตรง ต่อราชสำนัก รวมทั้งนโยบายต่อต้านฝรั่งเศสและปราบปรามพวกนอกศาสนาอย่างรุนแรง ซึ่งนโยบายนี้เองที่ทำให้เวียดนาม ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสในเวลาต่อมา


แม่น้ำหอม

แม่น้ำหอมหรือที่ชาวเวียดนามออกเสียงว่าซงเฮืองกำเนิดมาจากบริเวณต้นน้ำที่อุดมไปด้วยดอกไม้ป่าที่ส่งกลิ่น หอมและร่วงหล่นลอยมากับสายน้ำ แม่น้ำหอมเป็นสายน้ำสั้นๆ น้ำจึงไม่ลึกแต่ใสสะอาด ไหลผ่านธรรมชาติที่งดงามสองฟาก ฝั่ง ทั้งแมกไม้ วัดวาอาราม รวมถึงสุสานจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เหวียน การนั่งเรือกาเว้ล่องลำน้ำหอมจึงนับเป็นโปรแกรม ท่องธรรมชาติที่คุณไม่ควรพลาด มีให้เลือหลายหลายรูปแบบตั้งแต่ การล่องเรือไปตามลำน้ำเพื่อแวะขึ้นชมพระราชสุสานของ เหล่าจักรพรรดิราชวงศ์เหวียน แต่หากมีเวลาน้อย นักท่องเที่ยวนิยมล่องเรือในช่วงสั้นๆ จากตัวเมืองเว้สู่วัดเทียนมูเพื่อชมเจดีย ์ 8 เหลี่ยม 7 ชั้นอันงดงาม ระหว่างทางคุณยังจะได้พบกับหมู่บ้านชาวน้ำให้เห็นอยู่เป็นระยะๆ ชาวบ้านเหล่านี้ใช้เรือ เป็นที่อยู่อาศัยตลอดชีวิต มีอาชีพจับปลา ขุดทรายในแม่น้ำมาขายให้พ่อค้าคนกลาง ส่วนในยามเย็นนั้นนักท่องเที่ยวนิยมใช ้เวลาหลังอาหารค่ำลงเรือล่องลำน้ำหอม โดยเรือจะไม่ล่องไปไกลเหมือนในตอนกลางวัน แต่จะปล่อยให้เรือล่องลอยไปตามสาย น้ำที่ไหลเอื่อยๆ ท่ามกลางศิลปินนักร้องนักดนตรี ที่มาบรรเลงเพลงพื้นเมืองให้ฟังกันสดๆ


เขตปลอดทหาร

นอกเมืองเว้มาทางทิศเหนือทางไปอุโมงค์หวิงห์มว็อกคุณจะพบกับสะพานเหียนเลือง สะพานเหล็กที่ทอดยาวข้าม แม่น้ำเบนไห่ ในอดีตบริเวณนี้คือเขตปลอดทหาร DMZที่ทอดตัวยาวเป็นระยะทาง 8 กิโลเมตรบนสองฝั่งของแม่น้ำ ซึ่งใช้เป็น เส้นแบ่งเขตแดน ระหว่างเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ ถูกกำหนดขึ้นในการประชุมที่กรุงเจนนีวาในปี พ.ศ.2497 หลังสิ้น สุดสงครามกับฝรั่งเศส ชายแดนแห่งนี้อยู่ตรงเกือบเส้นขนานที่ 17 พอดี ตอนแรกตั้งใจจะให้เป็นการกำหนดชั่วคราวจนกว่า จะจัดการเลือกตั้งใหม่ในอีก 2 ปีต่อมาแต่การเลือกตั้งกลับไม่เคยมีขึ้น และเวียดนามก็ถูกแบ่งตามเส้นนี้จนกระทั่งเวียดนาม เหนือกับเวียดนามใต้รวมกันอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ.2519


อุโมงค์หวิงห์มว๊อก(Vinh Moc tunnels)

อุโมงค์หวิงห์มว๊อกตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเว้มาทางทิศเหนือราว 65 กิโลเมตรนับจากอุโมงค์ใต้ดินที่คนทั้งหมู่บ้านอาศัย อยู่เป็น เวลาหลายปีเพื่อหลบภัยจากการทิ้งระเบิดอย่างต่อเนื่องในสมัยสงครามเวียดนาม แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะพากันอพยพไป อยู่ในส่วนอื่นๆของประเทศ แต่ชาวบ้านจำนวนกว่า300คน ที่ยังคงอาศัยอยู่ภายในอุโมงค์คนรูแห่งนี้เป็นเวลากว่า 5 ปี พ. ศ.2509-2514 ภายในเครือข่ายอุโมงค์ที่มีความยาวกว่า 2,000เมตรนี้แบ่งออกเป็น 3 ชั้นทีทางออกทั้งหมด 13 ทาง แต่ละชั้นจะมีการสร้างเป็นห้องต่างๆ ทางซ้ายและขวา โดยชั้นแรกมีจุดเด่นน่าชมอยู่ที่ห้องที่ใช้คลอดเด็กทารกถึง 17 คนชั้นที่ สองเป็นส่วนที่ใช้ในการประชุมในสมัยสงคราม จากนั้นจะมีทางเดินชั้น 3 ของอุโมงค์ซึ่งค่อนข้างชันควรใช้ความระมัดระวัง อุโมงค์หวิงห์มว๊อกสามาถมาเที่ยวชมได้ตลอดทั้งปี เพียงแต่ในฤดูฝนอาจมีความลำบากในการเดินทางสักหน่อย และควรนำ ไฟฉายติดตัวมาด้วยเพราะทางเดินภายในอุโมงค์ค่อนข้างมืด

ที่มา ; http://www.gustotour.com/info_asia/vietnam/vietnam.html

http://www.youtube.com/watch?v=XLAatIKnR3Q

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s